เศรษฐกิจ

ท้ากฎหมาย! แฉกลโกงซื้อขายสิทธิ์ #ไทยชนะ #คนละครึ่ง ร้านฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า

22 ก.พ. 2564

881 view

เรื่องเด่นเย็นนี้

ออกอากาศ วันจันทร์-ศุกร์ : 15.45 - 16.45 น.

เมื่อวาน (21 ก.พ.) เป็นวันแรกที่เปิดให้ลงทะเบียนโครงการเราชนะ ให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มีสิทธิรับเงินเยียวยา และที่ผ่านมาก็มีโครงการเยียวยาต่างๆทั้ง ไทยชนะ, คนละครึ่ง แต่ปรากฏว่ามีคนหัวใส คิดกลโกงออกมามากมาย


โดยกลโกงแรกคือการขึ้นราคาสินค้าจากปกติ อย่างน้ำมันพืช โดยขายปลีกราคาขึ้นไปถึงขวดละ 55- 65 บาท หรือขายส่งปกติลังละ 400 ตอนนี้ก็ขึ้นเป็น 600 บาท, นมกล่อง 200 มิลลิลิตร ปกติหนึ่งลัง 285 บาท ก็ขึ้นเป็น 305 บาท, ข้าวสารจากเดิม 87 บาท ขึ้นเป็น 92 บาท, ไข่ไก่ก็ขึ้นถึงแผงละ 105 บาท, บางร้านก็บวก VAT 7% เพิ่มเอาดื้อๆ ทั้งๆที่สินค้าที่ซื้อมาก็มี VAT อยู่แล้ว


นอกจากนี้อีกวิธีหนึ่งคือการแลกสิทธิ์เป็นเงินสด เพราะตามปกติโครงการเหล่านี้จะโอนเงินเข้าแอพเป๋าตังค์ ไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้ จึงทำให้มีคนจำนวนหนึ่งหากินโดยการซื้อสิทธิ์และจ่ายเป็นเงินสด ถึงขนาดตั้งกลุ่มรับแลกเงิน โดยหักค่าหัวคิวตามแต่จะกำหนดไม่ว่าจะเป็น ร้อยละ 10 ร้อยละ 5 หรือมีเรทเช่น 500 หัก 40 บาท / 1,000 หัก 80 บาท / 2,000 หัก 150 บาท และบอกเวลาโอนเงินให้เรียบร้อย ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่ประกาศซื้อสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังมีผู้ที่ประกาศขายสิทธิ์ด้วยเช่นกัน


สรุปกลโกงโครงการจะมีสองทางหลักๆ คือ ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และ ซื้อขายสิทธิ์ เพื่อรับเงินสดแลกกับการหักหัวคิวตามแต่จะตกลง


ซึ่งตำรวจกองปราบปราม ได้เตือนว่าสิทธิ์ที่ได้เป็นสิทธิ์จำเพาะบุคคล ไม่สามารถโอน แลกเปลี่ยน หรือมอบให้กับผู้อื่นได้ เช่นเดียวกับโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" ทั้งนี้ผู้ที่รับซื้อสิทธิ์ และผู้ที่ขายสิทธิ์ อาจมีความผิดฐาน "ฉ้อโกง" และหากเป็นการกระทำผิดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ก็อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ อีกด้วย


ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เน้นย้ำให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ ต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา หรือจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควรโดยเด็ดขาด หากพบหลักฐานว่ากระทำผิดจริง ก็จะถูกดำเนินคดีตาม ม. 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งประชาชน แจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ



สามารถดูข่าวทาง Youtube ได้ที่ : https://youtu.be/WkwcchRXbnE

ข่าวยอดนิยม