อาชญากรรม

หรือจะเข้าใกล้ความจริง ‘ลุงพล-ป้าแต๋น’ ถึงคิวเข้าเครื่องจับเท็จ พิสูจน์ 8 สมมติฐานคดีน้องชมพู่

08 ม.ค. 2564

724 view

เรื่องเล่าเช้านี้

ออกอากาศ: ช่อง 33 จันทร์ - ศุกร์ เวลา 05.30 - 08.00 น.

รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันนี้ (8 ม.ค.) นายไชย์พล หรือ ลุงพล และ นางสมพร หรือ ป้าแต๋น ถูกเชิญตัวมาที่ จ.ปทุมธานี เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยต้องถูกผู้เชี่ยวชาญซักถามก่อนเข้าสู่กระบวนการใช้เครื่องจับเท็จ โดยในเวลาประมาณ 09.00 น. จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการ โดยคาดว่าจะใช้เวลาคนละประมาณ 3 ชั่วโมง
 
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา น้องสะดิ้ง พี่สาวของน้องชมพู่ ซึ่งเป็นคนแรกที่ผู้เชี่ยวชาญได้สัมภาษณ์ประมาณ 1 ชั่วโมง ถัดจากนั้น นายอนามัย พ่อของน้องชมพู่ เป็นคนที่สอง ถูกสัมภาษณ์แล้วเข้าเครื่องจับเท็จโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นช่วงบ่าย นางสาวิตรี แม่ของน้องชมพู่ เป็นคนที่สาม ถูกสัมภาษณ์แล้วเข้าเครื่องจับเท็จโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
 
รายงานข่าวแจ้งอีกว่าวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ช่วงเช้า นางจุไรภรณ์ หรือน้าต่าย โดยผู้เชี่ยวชาญสัมภาษณ์ก่อนนำเข้าเครื่องจับเท็จโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งในช่วงบ่าย นายเสริม (น้าเขย) ผู้เชี่ยวชาญสัมภาษณ์ก่อนนำเข้าเครื่องจับเท็จใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
 
วันที่ 7 มกราคม ช่วงเช้า นายนรินทร์ หรือ น้าแต โดยผู้เชี่ยวชาญสัมภาษณ์ก่อนนำเข้าเครื่องจับเท็จใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นช่วงบ่าย น.ส.สายฝน หรือ ฝน โดยผู้เชี่ยวชาญสัมภาษณ์ก่อนนำเข้าเครื่องจับเท็จใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนเสร็จสิ้น ซึ่งทั้ง 7 คนเดินทางกลับหมู่บ้านกกกอก จ.มุกดาหาร โดยรถยนต์ตู้ของ สภ.กกตูม
 
ทั้งนี้ สำหรับการเสียชีวิตของ น้องชมพู่ หรือ ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา อายุ 3 ขวบ ซึ่งตั้งแต่น้องชมพู่หายตัวไปจนกระทั่งพบศพจนถึงระยะเวลาล่วงเลยกว่า 7 เดือน โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. แถลงความคืบหน้าคดีครั้งล่าสุดช่วงรับตำแหน่งผู้นำชาวสีกากีเมื่อวันที่ 2 ต.ค.2563 ว่า “น้องชมพู่ไม่สามารถเดินขึ้นไปบนจุดพบศพบนภูเหล็กไฟได้ด้วยตนเอง” ด้วย 8 เหตุผล ประกอบด้วย
 
1.เส้นทางขึ้นภูเหล็กไฟได้มี 4 เส้นทาง ที่ยากลำบากเกินความสามารถของน้องชมพู่ มีเนินชันมากกว่า 60 องศา ขวางกั้นในทุกเส้นทาง สอบปากคำพ่อแม่คนในบ้านบอกน้องชมพู่ยังขึ้นบันไดที่บ้านไม่ถนัดทั้งที่มีความลาดชัดเพียงชัน 45 องศาเท่านั้น ดังนั้นการขึ้นภูด้วยตัวเองเป็นไปไม่ได้
2.พลังงานจากอาหารมื้อสุดท้ายที่น้องชมพู่รับประทานไปไม่เพียงพอต่อการเดินไปบนจุดพบศพ น้องชมพู่รับประทานข้าวไข่เจียว 3 คำ น้ำส้ม 1 ขวดเท่านั้น
3.ประสบการณ์ชาวบ้านยืนยันว่าเด็ก 3 ขวบ จะปีนป่ายไปถึงได้เพียงชั้นที่ 2 ของภูเหล็กไฟเท่านั้น แต่จุดที่พบน้องชมพู่อยู่สูงกว่านั้นมาก
4.กรณีศึกษาการหลงป่า ของนางทิน เชื้อคมตา ระยะทางพลัดหลงไกลว่าน้องชมพู่ 2 เท่า แต่ชาวบ้านกกตูมชาวบ้านสามารถหาได้เจอภายในคืนเดียว
5.แพทย์ผู้ชันสูตรและกุมารแพทย์ยืนยืนว่า พัฒนาการของเด็กอายุ 3 ขวบ ไม่สามารถที่จะเดินขึ้นไปเองได้ ณ จุดที่พบศพ กุมารแพทย์ยังชี้ว่าพัฒนาการของเด็กวัยนี้หากหลงทางห่างจากบ้านไป 200 เมตร ยังคงเห็นบ้านตัวเอง และกลับมาได้สภาพศพที่เปลือยกาย ซึ่งบิดาและมารดาของน้องชมพู่ยืนยันว่าน้องชมพู่ไม่สามารถถอดเสื้อเองได้
7.พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ที่ตรวจพบเส้นผมน้องชมพู่ 36 เส้น ถูกตัดหรือเฉือนด้วยมีด เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำของบุคคลอื่น เนื่องจากน้องชมพู่ไม่สามารถเฉือนเองได้
8.พ่อ แม่ คนในครอบครัวรู้นิสัยส่วนตัวของน้องชมพู่ กลัวที่สูง กลัวที่มืด กลัวป่า กลัวสุนัข กลัวสวนยาง ที่ผ่านมาของน้องชมพู่ไม่เคยไปในป่าหลังบ้านเลยสักครั้ง พ่อแม่ไม่เคยพาไป จึงเชื่อได้ว่ามีผู้พาน้องชมพู่ไป และทำให้น้องชมพู่ถึงแก่ความตาย ทั้งทางตรง ทางอ้อม
 
สุดท้ายก็มาถึงกระบวนการสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้าเครื่องจับเท็จ ซึ่งเร็วๆ นี้ ผู้ติดตามคงได้รู้ความจริงคดีใกล้จบแล้ว “ใคร” คือคนร้ายที่ ผบ.ตร.ลั่นคำพูดว่า ต้องนอนเครียดต่อไป เพราะเรายังไม่เลิก ซึ่งข้อหาที่กระทำผิดคือพรากเด็กฯ, กักขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตและข้อหาซ่อนเร้นอำพรางศพ
 
 
 
รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/2FWdAUyJ31A

ข่าวยอดนิยม