การเมือง

อธิบดีกรมป่าไม้ ร้องปทส.เอาผิด ‘แม่ธนาธร’ บุกรุกที่ป่า 3 พันกว่าไร่ - 2 พ่อลูกไกรคุปต์ ไม่รอดพบรุกที่ป่าสงวนจริง

31 ธ.ค. 2563

7.3K view

เรื่องเล่าเช้านี้

ออกอากาศ: ช่อง 33 จันทร์ - ศุกร์ เวลา 05.30 - 08.00 น.

อธิบดีกรมป่าไม้ ร้องปทส.เอาผิด นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ บุกรุกที่ป่า ขณะที่สองพ่อลูกตระกูลไกรคุปต์ไม่รอด ผลตรวจที่ชี้บุกรุกที่ดินป่าสงวนจริง
 
 
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 ธันวาคม ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(บก.ปทส.) นายอดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า เข้าร้องทุกข์ต่อ พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม ผบก.ปทส. พ.ต.อ. พิบูลย์ เวียงจันทร์ รอง ผบก.ปทส.พ.ต.อ.ศราณุ โสมทัต ผกก.5บก.ปทส และคณะพนักงานสอบสวนบก.ปทส. ให้ดำเนินคดีกับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ หลังตรวจสอบพบว่ามีการบุกรุกที่ดินในจ.ราชบุรี
 
 
นายอดิศร กล่าวว่า สืบเนื่องจากนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.เขต 3 ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ แจ้งความร้องทุกข์ให้กรมป่าไม้ ดำเนินการตรวจสอบที่ดินจำนวน 77 แปลงเนื้อที่รวมทั้งหมดกว่า 3,098 ไร่เศษ ของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งทางกรมป่าไม้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ โดยมิชอบหลังรับเรื่องร้องทุกข์ทางกรมป่าไม้ ดำเนินการตรวจสอบโดยใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบนานพอสมควร เนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพบว่าที่ดินที่นางสมพรครอบครอง นั้นเป็นพื้นที่ป่าสงวนและเขตหวงห้าม ซึ่งเรื่องนี้ทางกรมป่าไม้รับร้องเรียน ทั้งจากชาวบ้าน ในพื้นที่เพื่อจะนำพื้นที่ป่าที่นางสมพรครอบครองไปทำป่าชุมชน แต่ตรวจสอบพบว่ามีการครอบครองโดยมิชอบ
 
 
ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่ามีการนำเอกสารสิทธิที่ดินที่เกี่ยวข้อง จำนวน 77 แปลง ประกอบด้วย โฉนดที่ดิน จำนวน 1 แปลง ,นส.3 ก จำนวน 55 แปลง ,นส. 3 จำนวน 14 แปลง โดยมีเนื้อที่รวมทั้งหมดกว่า 3,098 ไร่เศษ จากการตรวจสอบพบที่ดินทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้าย แม่น้ำภาชี และซ้อนทับกับ เขตปฏิรูปที่ดิน ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีการประกาศปี 2554 และไม่มีแผนงานพร้อมงบประมาณที่จะการดำเนินงาน จึงไม่มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ และแปลงที่ดินทั้งหมดซ้อนทับในเขตป่าไม้ถาวร หมายเลขที่ 85 (ปี 2512) อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว
 
 
 
นายอดิศร กล่าวอีกว่า ในส่วนของที่ดิน นส.3 ก ทั้ง 55 ฉบับ มีการออกโดยไม่มีหลักฐานเดิม (สค.1) เป็นการเดินสำรวจออกเมื่อปี 2521 ก่อนประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อปี 2527 แต่พื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศเป็นเขตป่าไม้ถาวรหมายเลข 85 เมื่อปี 2512 ก่อนที่จะมีการออกเอกสาร นส.3 ก ทั้ง 55 ฉบับ ซึ่งทำให้เป็นเอกสารที่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมายในขณะนั้น อย่างไรก็ตามจากพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่านางสมพร มีเจตนาครอบครองที่ดิน นส 2 โดยการซื้อเปลี่ยนมือจากบุคคลอื่นแบบผิดกฎหมาย จำนวน 7 แปลง เนื้อที่ 350 ไร่ ทั้งนี้แปลงที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสาร นส.2 ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาซ้อนทับที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีการร้องเรียนของกลุ่มชาวบ้าน ม14 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ .ราชบุรี ที่มีแผนงานจัดตั้งป่าชุมชนของหมู่บ้าน และมีตัวแทนของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ออกมาร่วมตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย มีการยอมรับการครอบครองและแสดงเจตนามอบให้หมู่บ้านจัดตั้งป่าชุมชนของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาครอบครอง นส.2 แบบผิดกฎหมายของนางสมพร
 
 
นอกจากนี้ตรวจสอบพบว่านางสมพร มีการครอบครองที่ดินมือเปล่าแบบผิดกฎหมาย (ภบท.5) อีก 1แปลง เนื้อที่ 90 ไร่ ในท้องที่ ม.3 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยตรวจสอบพบหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ จ่ายเงินค่าที่ดินมือเปล่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 90 ไร่ ในช่วงปี 2553-2556 ในส่วนเอกสาร โฉนดที่ดิน 1 แปลงและ นส.3 อีก 14 ฉบับ ต้องขยายผลตรวจสอบ อย่างไรก็ตามขณะนี้พบว่ามีความผิดในข้อหาบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 450 ไร่ (ที่ดินภบท.5 และนส.2 ทั้ง 7 แปลง) และแจ้งความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิที่ดิน นส.3 ก จำนวน 55 แปลง และเสนอให้กรมที่ดิน เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินของนางสมพรฯ นส.3 ก อีกประมาณ 2,000 ไร่ ซึ่งเบื้องต้นนางสมพรเข้าข่ายความผิดตามมาตรา14 พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 มาตรา54 พรบ. ป่าไม้ 2484 อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว
 
 
พ.ต.อ. พิบูลย์ กล่าวว่า เบื้องต้นรับเรื่องราวร้องทุกข์ก่อนดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอน ในส่วนคดีรุกพื้นที่ป่าของนางสาวปารีณาว่า ขณะนี้ขั้นตอนการดำเนินการ ทางตร.นำเอกสารส่งให้ผบ.ตร.ลงนามส่งไปยังรัฐสภา เพื่อขอนำตัวนางสาวปารีณา ส่งมอบต่ออัยการจ.ราชบุรี ดำเนินการตามขั้นกฎหมายเช่นเดียวกับคดีของนายทวี ไกรคุปต์ บิดานางสาวปารีณา พบว่าเอกสารสิทธิ์นั้นมีบางจุดที่ครอบครองโดยชอบธรรม เจ้าหน้าที่ก็จะตัดส่วนนี้ออกไม่ดำเนินการตามกฎหมายแต่จุดที่ทับซ้อนก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งทั้งสองคดีนี้ จะมีความชัดเจนหลังปีใหม่ และขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ทำงานตรงไปตรงมาไม่ได้มีเรืองการเมืองมาเกี่ยวข้อง และทุกขั้นตอนและหลักฐานต่างๆสามารถตรวจสอบได้
 
 
รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/Kh7jk6U-2hc
 

ข่าวยอดนิยม